บทที่ 4 ผู้หญิงของธีมะ (04)

“หน้าที่ทุกอย่างฉันยกให้นายเป็นคนจัดการ” คราวนี้ธีมะลงเสียงเน้นหนักเพื่อบ่งบอกถึงความต้องการ และไม่ชอบให้ลูกน้องขัดคำสั่ง รวมทั้งกรอบหน้ายังตึง คล้ายไม่ได้ดีใจที่จะได้เป็นพ่อคน ที่ทำทุกอย่างก็เพราะอยากทำตามความฝันของฝนทิพย์ให้เป็นจริงก็เท่านั้น

                “ครับคุณธี” กิตติต้องรับคำสั่งอย่างขัดไม่ได้ ก้มหน้าก้มตาทำในสิ่งที่ไม่ใช่หน้าที่ของตนเอง เขาไม่ใช่ ‘พ่อ’ ไม่ใช่ ‘สามี’ แต่ต้องทำทุกอย่างราวกับนาฏนิชาคือภรรยาที่กำลังอุ้มท้องลูกของตน ยิ่งคิดก็ยิ่งเศร้าและปวดร้าวแทนเสียจริง หลังจากนั้นกิตติจึงล่าถอย

                ภายในห้องทำงานเงียบสนิท ธีมะเอาแต่จับจ้องรูปของฝนทิพย์แล้วฉีกยิ้ม

‘ฝนความฝันของคุณเป็นจริงแล้วนะ ผมกำลังจะมีลูก เรากำลังจะมีลูก’ พร่ำบอกเสร็จก็ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ เอกสารที่ชายหนุ่มกำลังจับจ้องเป็นเอกสารสำคัญ เนื่องจากมันคือเอกสารการร่วมทุนระหว่างบริษัทของเขาและบริษัทของลูกค้าคนสำคัญเช่นคีรีนุช

                กิจวัตรประจำวันของธีมะไม่มีอะไรมาก แค่มาทำงาน เข้าประชุม ออกไปคุยกับลูกค้า เขาทำเช่นนี้วนเวียนไปมา ทำเหมือนกับตนเองคือหุ่นยนต์ เพราะหุ่นยนต์ไม่มีหัวใจ ตั้งแต่ฝนทิพย์จากไป หัวใจดวงโตก็แตกสลายไปพร้อมศพที่ถูกเผา

                แต่ก็ยังมีสิ่งหนึ่งที่เป็นอีกหนึ่งกิจวัตรของชายหนุ่ม นั่นคือเขามักจะขับรถมุ่งหน้าสู่ย่านชานเมือง ไปยังบ้านไม้ขนาดสองชั้นที่ร่มรื่น ภายในบ้านสงบร่มเย็น ไม่แออัดและเต็มไปด้วยฝุ่นละอองเหมือนในเมืองฟ้า ซึ่งบ้านไม้หลังนี้เป็นเสมือนบ้านอีกหลัง

                เขาปั้นยิ้มอย่างฝืนๆ ขึ้นบนใบหน้า พยายามไม่ให้น้ำตาต้องรินไหล ยามใดที่เดินเข้ามาในห้องนี้ หัวใจก็เจ็บเหลือคณา ลมหายใจติดขัดราวเป็นโรคร้าย ก่อนค่อยๆ ทิ้งตัวลงนั่งบนเตียง มือลูบไปมาบนหมอน…ที่เขาและคนรักเคยนอนเคียงคู่

                “ธีคิดถึงฝนจัง ทำไมฝนต้องทิ้งธีไปแบบนี้ ทำไมไม่รอฟังคำขอโทษจากธีก่อน ธีรักฝน…ฝน” น้ำเสียงซึ่งเคยมั่นคงกลับสั่นเครือ มือกำแน่นจนเส้นเลือดปูด โกรธ เกลียด แค้น จนล้นหัวใจ ได้แต่โทษตนเองเพราะทุกอย่างเป็นเพราะเขาหญิงสาวจึงต้องจากไป

                ร่างหนาทิ้งตัวลงนอน ขดตัวงอราวกุ้ง เสียงสะอื้นก็ดังขึ้น มือคว้ากรอบรูปที่มีภาพของคนรักเข้ามาสวมกอด อยากจะย้อนวันเวลากลับไปในวันที่มีกันและกัน

                “ฝนคิดถึงธี”

                “ธีคะ มาทานข้าวเถอะค่ะ อย่ามัวแต่ทำงาน”

                “ธีคะ ธีลุกไปอาบน้ำได้แล้ว เดี๋ยวก็ไปทำงานสายกันพอดี”

                ธี ธี ธี…เสียงเรียกยังดังก้องเหมือนหญิงสาวยังอยู่ข้างกาย ร่างหนายิ่งขดตัวกอดตนเอง กอดเท่าไหร่ก็ไม่อุ่น กอดเท่าไหร่ก็ไม่หายหนาว แต่ทว่าจู่ๆ ลมที่พัดเอื่อยๆ ก็กลับกลายเป็นโหมหนักราวมีพายุ หน้าต่างไม้เปิดออกกว้างตามแรงลมแล้วปิดกระแทกเสียงดังปัง ปัง

                ซู่ ซู่

                สายลมพัดกระทบผิวกาย ทำให้ธีมะสั่น รู้สึกเย็นไปถึงกระดูก ยังปิดตาสนิทเพื่อไม่ให้น้ำตารินไหล ใจก็ยังหวิวๆ ลมหนาวยังพัดปะทะผิวราวกับมันวนเวียนอยู่รอบตัว วนอยู่หลายรอบจนต้องลืมตาขึ้น แล้วไม่นานก็ได้รับความอบอุ่นจากอ้อมกอดที่แนบแน่น กอดที่แสนจะคุ้นเคย

                ‘ธี…ธี’

                เสียงลากยาวดังแว่วมาพร้อมสายลม น้ำเสียงนั้นช่างเย็นยะเยือก แต่ไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มหวั่นเกรง มันทำให้เขายิ้มออก ยิ้มทั้งน้ำตา สองมือทำท่าโอบกอด กอดให้หายคิดถึง ทุกครั้งยามที่มาที่แห่งนี้มักจะได้รับอ้อมกอดนี้เสมอ จวบจนมีเสียงหนึ่งดังขึ้นอีก

                “ธีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ลูก” น้ำเสียงสั่นเล็กๆ ตามวัยที่มากขึ้นเอ่ยทักทาย สีหน้าของทิพย์ณาราไม่สู้ดี เพราะสัมผัสได้ถึงกลิ่นไอที่คุ้นเคย ทุกครั้งที่อีกฝ่ายมาหล่อนมักสัมผัสได้

                “มาเมื่อสักพักนี่ครับแม่” เขารีบเช็ดน้ำตาออก แล้วส่งยิ้มกลับไป

                “งั้นไปกินข้าวกันเถอะธี แม่เตรียมอาหารไว้ให้เราแล้ว” รู้ว่าธีมะต้องมาแน่ หล่อนจึงจัดเตรียมอาหารไว้เผื่อ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป